การบำบัดน้ำเสียด้วยวิถีธรรมชาติ

  ขยะ เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกของเมืองแต่ละประเทศที่มีการรับมือ ซึ่งในแต่ละประเทศต่างก็มีการวิธีการกำจัดขยะในหลายรูปแบบ ซึ่งบางอย่างก็มีผลกระทบต่อระบบสิ่งแวดล้อม ขยะนอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อน้ำ ทำให้น้ำเสียจากการทิ้งขยะตามแม่น้ำ ลำคลองส่งผลให้น้ำเน่าเสีย โดยเฉพาะในกรุงทพมีคลองที่น้ำเน่าเสียจำนวนมาก จากการทิ้งขยะลงน้ำ ซึ่งพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือการแก้ไขปัญหาขยะและน้ำเน่าเสียด้วยการใช้วิธีธรรมชาติ โดยพระองค์ท่านได้ทำการทดลองบนพื้นที่บริเวณแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี ใช้เนื้อที่กว่าพันไร่ สังเหตุที่พระองค์ท่านทรงเลือกใช้พื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เนื่องด้วย ในปีพ.ศ. 2533 ขณะนั้น เกิดประสบปัญหาขยะและน้ำเน่าเสียในแม่น้ำเพชรบุรีอย่างหนัก อันมาจากปัญหาการทิ้งขยะลงแม่น้ำก่อให้เกิดการหมักหมมของเสีย ส่งผลต่อแม่น้ำอย่างมาก แต่ละวันมีของเสียปล่อยลงสู่แม่น้ำเพชรบุรีกว่า 3,500 – 4,500 ลูกบาศก์เมตร มีขยะมากถึง 40 ตัน ซึ่งชาวบ้านต้องทนกลิ่นเหม็นทุกวันจนคิดว่าไม่มีทางแก้ไขได้

การแก้ไขปัญหาน้ำเสียของแนวทางพระราชดำรินั้น พระองค์ใช้วิธีธรรมชาติหลายรูปแบบทั้งง่าย และใช้วัสดุท้องถิ่น มีค่าใช้จ่ายน้อยทุกคนสามารถทำได้ และแก้ไขปัญหาได้อย่างเหลือเชื่อโดยไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินมหาศาลเพื่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย วิธีหนึ่งที่หลักแหลมคือ การนำขยะที่ย่อยสลายได้มาทำปุ๋ยหมัก และส่วนของน้ำเสียแก้ไขด้วยการนำน้ำเสียมากักในบ่อ 5 บ่อ แต่ละบ่อจะเก็บไว้ในระยะเวลาต่างกัน จากนั้นเติมออกซิเจนด้วยการเติมแพลงตอนและสาหร่ายในบ่อ ปลูกต้นธูปฤาษี กกกลม และหญ้าแฝกอินเดียริมบ่อน้ำเพื่อดูดซับน้ำเสีย ซึ่งบ่อไหนสะอาดแล้วค่อยปล่อยลงสู่คลอง

เมื่อน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีเริ่มได้รับการบำบัด โดยแต่ละวันมีการบำบัดน้ำเสียได้หลายพันลูกบาศก์เมตร น้ำเริ่มกลับมาใสสะอาด นกเริ่มกลับมา และปลาก็กลับมามีจำนวนมากขึ้น หาดโคลนก็มีหอยตลับที่สามารถเก็บขายได้ทุกวัน ชาวบ้านเริ่มกลับมาและเศรษฐกิจครัวเรือนเริ่มดีขึ้นอีกครั้ง ศ.ดร.เกษม จันทร์แก้ว ผู้อำนวยการโครงการแหลมผักเบี้ย ซึ่งเป็นนักวิจัยและพัฒนารุ่นแรกของโครงการ ได้ระบุว่า นับตั้งแต่แนวคิดพระราชดำริ โครงการแหลมผักเบี้ยนั้นจนประสบความสำเร็จ ได้มีการก่อตั้งโครงกาย่อยๆกว่า 400 โครงการ เพื่อแก้ไขปัญหามลภาวะในระดับที่ใหญ่ขึ้น แต่ยังใช้พลังงานธรรมชาติเหมืนเดิม เช่น โครงการแยกน้ำเสียออกจากโรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งทาง ศ.ดร.เกษม ยังกล่าวต่อว่า โครงการพระราชดำริ แหลมผักเบี้ย นั้นได้ต่อยอดโครงการบำบัดน้ำเสียออกไปอีกหลายจังหวัด ทำให้รู้ว่ายังมีปัญหาสิ่งแวดล้อมมากมายในหลายพื้นที่ ซึ่งแก้ไขด้วยการใช้ธรรมชาติบำบัด