โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

โครงการพระราชดำริ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ 9 นอกจากพระองค์ยังทรงห่วยใยประชาชนของท่าน พระองค์ยังทรงห่วงใยต่อสัตว์ป่า โดยเฉพาะปัญหาช้างป่าที่รุกล้ำพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน พระองค์ทรงจัดโครงการพระราชดำริในการฟื้นฟูสภาพป่าเพื่อเป็นอาหารของช้างป่าขึ้น โดยโครงการนี้จัดขึ้น ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย ในอดีตนั้นพื้นที่ดังกล่าวถูกบุกรุกเพื่อทำการเกษตร ซึ่งเดิมเป็นแหล่งอาหารของช้างป่าทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารของช้าง และการเพาะปลูกดังกล่าวนั้นส่วนใหญ่จะเป็น ข้าวโพด, มันสำปะหลัง, ข้าว ซึ่งล้วนเป็นอาหารชั้นดีของช้างป่า ช้างป่ามักเข้ามากินพืชพรรณที่ชาวบ้านปลูกไว้ทำกิน ซึ่งมันส่งกระทบทั้ง 2 ฝ่าย

ดังนั้นบริเวณพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงนั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชดำริให้ทางสำนักเลขาธิการ ประสานงานกับกรมป่าไม้จัดทำโครงการขึ้นในวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2542 โดยให้มีการปลูกพืชพรรณเพื่อเป็นอาหารของช้างป่าในพื้นที่ธรรมชาติ เพื่อช่วยลดการบุกรุกพื้นที่เกษตร ไร่นา ให้ได้รับความเสียหายน้อยลง ซึ่งในกรณีดังกล่าวนั้นชาวนามักถูกช้างทำร้ายจนเสียชีวิต และเพื่อขึ้นสภาพให้กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ให้อุดมสมบูรณ์ ภายในบริเวณดังกล่าวนั้นมีการจัดทำพื้นที่ปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารของช้าง, จัดทำฝายชะลอน้ำแบบกึ่งถาวร เพื่อกักน้ำไว้สำหรับช้างและสัตว์อื่นช่วงหน้าแล้ง, จัดทำแนวกันไฟ, จัดทำโป่งเทียม รวมถึงสร้างจิตสำนึกกับชาวบ้านไม่ให้รุกล้ำพื้นที่ป่าซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของช้างป่าด้วย ขยายพื้นที่เหมาะสมแก่การอยู่อาศัยของช้างป่า ซึ่งมีอัตราการเพิ่มของประชากรช้างป่าในอนาคต

 

 

ถนนหนทางของถึงง่าย ด้วยทรงสร้างเส้นทางคมนาคม

   ปัญหาหนึ่งที่ทำให้เกิดแนวทางพระราชดำริขึ้น คือ ปัญหาด้านการจราจร เส้นทางต่างๆที่ออกจากกรุงเทพ หรือ เส้นทางต่างๆตามจังหวัดอื่นๆ โครงการพระราชดำริเกี่ยวกับเส้นทางในกรุงเทพ เช่น บนถนนรัชดาภิเษก, ถนนทุกเส้นทางในโครงข่ายจตุรทิศตะวันตก-ตะวันออก, สะพานพระราม 8, ถนนราชดำเนิน, สะพานผ่านฟ้าลีลาศ, สะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของโครงการตามแนวพระราชดำริ เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดยุคหนึ่ง โครงการนี้เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2516 ซึ่งในขณะนั้นไม่มีปัญหารถติดเข้ามาอย่างในปัจจุบัน แต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงเห็นปัญหาดังกล่าวนี้เป็นสิบๆปี

เราอาจคุ้นภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ตามพื้นที่ห่างไกลซึ่งมีเส้นทางที่เข้าถึงยากมาก ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ทรงมีพระราชดำริแก้ปัญหาในเมืองเช่นกันปัญหาหลักที่พระองค์ทรงแก้ไขคือ ปัญหาการจราจร ทรงมีพระราชดำริสร้างถนนที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาผังเมืองกรุงเทพฯ นั่นคือโครงการถนนรัชดาภิเษก โครงการจตุรทิศตะวันตก-ตะวันออก และโครงการขยายผิวจราจรบริเวณถนนราชดำเนิน ซึ่งโครงการทั้ง 3 โครงการนี้มีจุดประสงค์อยู่ 2 อย่างคือ

อย่างแรก ช่วยลดระยะเวลาการเดินทาง ถนนรัชดาภิเษก เป็นถนนวงแหวนที่มีพระราชดำริให้ก่อสร้างขึ้น เพราะช่วยให้คนแถบชานเมืองเดินทางจากฝั่งชานเมืองเข้าตัวเมืองได้ง่ายโดยใช้เวลาไม่นาน ถ้าขับรถบนถนนสายหลักจากเหนือลงใต้ เทียบกับขับบนถนนรัชดาภิเษกประหยัดเวลาเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของการเดินทางเลยทีเดียว ส่วนถนนโครงข่ายจตุรทิศก็สร้างขึ้นเพื่อข้ามจากฝั่งตะวันตกไปยังตะวันออกได้เร็วยิ่งขึ้น ถ้าไม่มีโครงข่ายถนนเหล่านี้ปัญหารถติดจะยิ่งทวีคูณขึ้น แม้ว่าปัญหาดังกล่าวจะยังไม่มีทางแก้ไขได้ เนื่องจากปัจจุบันรถมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทำให้สายทางดังกล่าวมีปัญหารถติดในบางช่วง แต่ข้อดีก็คือ ผู้คนมีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น และอย่างที่สอง ถนนเหล่านี้ทำให้เกิดย่านเศรษฐกิจใหม่ ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งในสมัยก่อนศูนย์กลางค้าต่างๆตั้งอยู่ในใจกลางเมืองย่านธุรกิจ เมื่อมีถนนวงแหวนรัชดาภิเษกและถนนสายหลักจะเป็นศูนย์กลางของพาณิชยกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างดี มีการสร้างศูนย์กลางค้าใหม่ๆ ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น ถนนโครงข่ายดังกล่าวถือว่าเป็นระบบคมนาคมที่สมบูรณ์แบบที่สุด

นอกจากนี้ยังมีถนนที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า BTS และรถไฟใต้ดิน MRT โดยถนนดังกล่าวช่วยให้ประชาชนเดินทางง่ายขึ้น รวมถึงรวดเร็วขึ้นเมื่อเวลาเร่งด่วน นอกจากนี้ยังมีโครงการขยายรถไฟฟ้า ถึงย่านชานเมืองได้ครอบคลุมขึ้นในอนาคต ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังทรงมีบทบาทในการสร้างถนนอีกหลายเส้นทาง ทรงเป็นผู้ริเริ่มโครงการ พระราชทานทุนทรัพย์ พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย รวมถึงเป็นผู้ทดลองใช้เส้นทางด้วย นอกจากนี้โครงการพระราชดำริของพระองค์ยังมีการสร้างเส้นทางตามต่างจังหวัดให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

 

ศูนย์รักษ์สุนัขหัวหิน โครงการพระราชดำริเพื่อช่วยสุนัขเร่ร่อน

   นอกเหนือจากที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดชฯ ทรงช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ท่านไม่ว่าเป็นการนำการเกษตรเข้ามาใช้ นำพืชเศรษฐกิจมาช่วยเหลือชาวบ้านเพื่อไม่ให้ปลูกฝิ่นซึ่งเป็นสารเสพติด รวมถึงช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน พระองค์ก็จะเดินทางเข้าไปช่วยเหลือ นอกจากพสกนิกรแล้ว พระองค์ยังทรงช่วยเหลือสุนัขเร่ร่อน โดยพระองค์เองก็ทรงเลี้ยงสุนัขทรงเลี้ยง “คุณทองแดง” นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีเมตตาต่อสุนัขเร่ร่อนตัวอื่นๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นจากการที่ถูกเจ้าของเดิมทอดทิ้ง หรือ สุนัขเร่ร่อนทั่วไป จากนั้นพระองค์ทรงมีพระราชดำริให้ก่อตั้ง “ศูนย์รักษ์สุนัขหัวหิน” ขึ้นตามพระราชประสงค์เพื่อช่วยเหลือ ดูแลรักษาและฟื้นฟูสุขภาพสุนัขจรจัด

ศูนย์รักษ์สุนัขหัวหิน เป็นโครงการพระราชดำริ ที่ได้พระราชทานเงินจากการจำหน่ายเสื้อคุณทองแดง จำนวน 4,000,000 บาท โดยสามารถจัดตั้งศูนย์ได้ในเบื้องต้น ศูนย์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่ วัดเขาอิติสุขโต ถนนหัวหิน-หนองพลับ มีเนื้อที่ 22 ไร่เศษซึ่งทางวัดเป็นผู้มอบให้สร้างศูนย์ช่วยเหลือสุนัขเร่ร่อนบริเวณหัวหินซึ่งมีอยู่จำนวนมาก อันเนื่องมาจากการถูกทอดทิ้ง รวมถึงการแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว ทำให้บริเวณหัวหินโดยเฉพาะชายหาดและแหล่งชุมชนมีจำนวนมาก โดยเรื่องราวของ “คุณทองแดง” สุนัขทรงเลี้ยงซึ่งพระองค์ก็นำมาจากวัดเช่นกัน ทำให้มีการจำหน่ายสินค้า ของที่ระลึกโดยเฉพาะเสื้อนั้นขายดีมากทำให้มีรายได้มาก่อตั้งศูนย์แห่งนี้ พระองค์ยังทรงเห็นว่ายังมีสุนัขจรจัดเป็นจำนวนมากที่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากตามท้องถนน ขาดการดูแลเอาใจใส่ ป้องกันโรค และการคุมกำเนิด

โดยจุดประสงค์การสร้างศูนย์แห่งนี้นั้น คือการช่วยเหลือสุนัขจรจัด ฟิ้นฟูสุขภาพสุนัข ดูแลรักษา ฉีดวัคซีน ทำหมัน ซึ่งภายในศูนย์กว่าพันชีวิตให้มีสุขภาพที่แข็งแรง มีบ้านที่ปลอดภัยให้พักพิง ซึ่งภายในศูนย์มีการคัดสุนัขที่ป่วยออกรักษาจนแข็งแรง และสุนัขที่แข็งแรงสุขภาพดีจะเก็บเลือดเพื่อนำไปธนาคารเลือดสุนัข ช่วยเหลือสุนัขตัวอื่นที่ต้องการเลือด นอกจากนี้ยังเปิดให้ประชาชนรับสุนัขที่แข็งแรงปลอดโรครับอุปการะไปเลี้ยงด้วย และยังรณรงค์การเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบและส่งเสริมการดูแลสัตว์ตลอดมาตามพระราชประสงค์ที่จะสร้างโครงการต้นแบบให้ท้องถิ่นต่างๆ แก้ปัญหาสุนัขจรจัดอย่างยั่งยืน ศูนย์รักษ์สุนัขหัวหิน ไม่ได้เป็นเพียงแค่ศูนย์รับเลี้ยงสุนัขจรจรจัดเท่านั้น แต่เป็นสถานที่ที่สะท้อนให้เห็นถึงว่าแนวทางพระราชดำริของพระองค์ท่าน เป็นการสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น ด้วยวิธีการเรียบง่าย ทำได้น้อยแต่ได้มาก ซึ่งภายในศูนย์นั้นมีการอบรม ฝึกสุนัขต่างๆแบบครบวงจร ไม่ว่าเป็นการฝึกว่ายน้ำ ปรับพฤติกรรม และดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์ขึ้นด้วยการให้อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสำหรับสุนัข

โครงการเคลื่อนที่ บรรเทาทุกข์แก่พสกนิกร

ในสมัยที่ยังไม่มีเส้นทางดีๆใช้ในปัจจุบันนี้ ยังมีหมู่บ้านที่ห่างไกลไม่ว่าจะเป็นอยู่ในป่าลึกหรืออยู่บนเขา เป็นปกติที่ชาวบ้านในถิ่นทุรกันดารต้องพึ่งพาเพื่อนบ้านแทนหมอ หรือหากเจ็บป่วยไม่หนักมากนักก็หาพวกสมุนไพรต่างๆ ที่หาได้มาต้มเป็นยากิน หรือแม้กระทั่งการคลอดลูก ที่ยังคงใช้วิธีการคลอดแบบดั้งเดิมอยู่ซึ่งอาจเกิดอันตรายได้ทั้งแม่และลูกได้ ซึ่งแม้แต่การเผชิญหน้ากับโรคประหลาดที่ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรโดยอาจต้องดูแลรักษาแบบพื้นบ้านไป ในสมัยก่อนนั้นการเดินทางเข้าตัวเมืองที่มีโรงพยาบาลนั้นเป็นไปด้วยความลำบากและใช้เวลานาน ซึ่งบางเส้นทางต้องปีนเขา เดินทางลัดเลาะเป็นเวลานานเป็นวันๆ

สมัยนั้นโรงพยาบาลชุมชนยังเล็กมาก บางโรงพยาบาลมีหมอคนเดียว บางแห่งก็ไม่มีหมอเลย โดยคำบอกเล่าของนายแพทย์สงคราม ทรัพย์เจริญ แพทย์ประจำพระองค์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 พูดถึงปัญหาดังกล่าวซึ่งในหลวงท่านทรงเห็นว่าผู้คนที่อยู่ห่างไกลนั้นหากเจ็บป่วยขึ้นมาซึ่งยากลำบากในการเดินทาง บางพื้นที่ไม่สามารถใช้รถได้ต้องเดินเท้าเข้าไป พระองค์จึงทรงพระทานความช่วยเหลือแก่ประชาชนกลุ่มที่ลำบากที่สุดก่อนเสมอ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญที่สุด พวกเขาต้องได้รับความช่วยเหลือมากที่สุด  สุขภาพของพสกนิกรเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงห่วงใยเป็นลำดับแรก ซึ่งโครงการหน่วยแพทย์พระราชทานอย่างจริงจังขึ้นในปี พ.ศ. 2510 โดยพระองค์ได้เสด็จร่วมกับคณะแพทย์ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งการเดินทางไปยังพื้นที่ห่างไกลนั้นพระองค์โปรดเกล้าให้แต่งตั้งคณะแพทย์พร้อมเครื่องมือเครื่องใช้และยารักษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว

หลังจากโครงการพระราชดำริแพทย์เคลื่อนที่ ก็เกิดคณะแพทย์อาสาตามพระราชประสงค์ของพระองค์ ซึ่งมาจากหลายหน่วยงานและหลายสาขาเพื่อรักษาคนไข้เฉพาะทาง เช่น หน่วยศัลยแพทย์ หู คอ จมูก โรคภูมิแพ้ จักษุแพทย์และทันตแพทย์ ซึ่งหลังจากที่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของไปช่วยแล้ว ก็มีการนำความรู้มาให้ชาวบ้านด้วย ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริให้มีการอบรมหลักสูตร หมอหมู่บ้าน เน้นเรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้น โภชนาการ ยาสามัญประจำบ้าน รวมถึงให้ราษฏรอาสาสมัครนำความรู้ไปเผยแพร่ให้คนในชุมชน ซึ่งเป็นการลดจำนวนผู้ป่วยอาการเล็กน้อยได้ และเพิ่มโอกาสการช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีอาการหนักได้มากขึ้น

จากโครงการแพทย์พระราชทานในตอนนั้น ปัจจุบันได้มีโครงการสานต่อแพทย์อาสาเป็นโครงการแพทย์อาสาจากหน่วยงานโรงพยาบาลและมหาวิทยาลัยแพทย์หลายแห่ง เช่น โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ,กรมแพทย์ทหารบก และอีกมายมาก ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยที่ห่างไกล เข้าถึงยาก พระราชดำริของพระองค์ท่านทำให้มีแพทย์รุ่นใหม่อาสาเป็นหน่วยแพทย์อาสาเคลื่อนที่มากมาย ด้วยภารกิจและอาชีพที่ต้องช่วยชีวิตคน ทำให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้หน่วยแพทย์ทุกคนเห็นว่ายังมีชาวบ้านอีกมากมายที่ยังต้องการความช่วยเหลือจากพวกเขาอยู่

ฝนหลวง…น้ำจากฟ้าด้วยมือพ่อของแผ่นดิน

ในสมัยก่อนประเทศไทยประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างหนัก เนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อการเกษตรและการนำเอาไม้มาสร้างบ้านในสมันนั้น ทำให้เกิดปัญหาฝนทิ้งช่วงยาวนานรวมถึงแม่น้ำที่แห้งเนื่องจากไม่มีน้ำที่กักเก็บไว้ ในปี พ.ศ. 2498 เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อนทุกข์ยากของราษฎรและเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตร และทรงได้สำรวจพื้นที่ต่างๆด้วยพระองค์เอง ทรงเห็นว่าพื้นดินในบริเวณนั้นแตกระแหงหน้าดินไม่สามารถปลูกพืชทางการเกษตรได้เลย โครงการสร้างฝนหลวง จึงก่อกำเนิดขึ้นโดยการสร้างฝนเทียมขึ้นมา

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจึงได้มีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานโครงการพระราชดำริ “ฝนหลวง”ให้กับ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ได้ดำเนินการโครงการฝนหลวงโดยทดลองการสร้างฝนเทียมขึ้น และประสบความสำเร็จของโครงการในปี พ.ศ. 2512 ขั้นตอนการทำฝนเทียมนั้นเป็นกรรมวิธีการเหนี่ยวนำน้ำจากฟ้า โดยมีการใช้สารเคมีสำหรับใช้ในการสร้างเมฆ โดยการนำสารดังกล่าวขึ้นเครื่องบินโปรยขึ้นสู่ท้องฟ้า ซึ่งสารเคมีคือ ผงเกลือโซเดียมคลอไรด์ จะทำปฏิกิริยาที่ความสูง 7,000 ฟุต ความชื้นและไอน้ำจะเกิดการกลั่นตัวและเกิดการก่อตัวเป็นเมฆฝนขึ้น และเกิดน้ำฝนตกลงมาในที่สุด การสร้างฝนหลวงนั้นประสบความสำเร็จอย่างมาก และมีการสร้างต่อมาในพื้นที่ที่ฝนตกน้อยหรือไม่ตกเลย ซึ่งช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ประชาชนอย่างมาก

การสร้างฝนหลวงของพระองค์นั้นแตกต่างจาก การสร้างฝนเทียมที่อื่นๆมาก พระองค์ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ให้กำเนิด ฝนหลวง เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งจากความห่วงใยในพสกนิกร และคุณลักษณะของนักวิทยาศาสตร์ในพระองค์ ได้มีการจำแนกขั้นตอนการสร้างฝนเทียม 3 ขั้นตอนคือ

ขั้นตอนที่ 1 ก่อกวน โดยการกระตุ้นก้อนเมฆเป็นกลุ่มก้อนเพื่อใช้เป็นแกนกลางในการสร้างกลุ่มเมฆฝน โดยสารเคมีแคลเซียมคลอไรด์ แคลเซียมคาร์ไบด์ แคลเซียมออกไซด์ เป็นตัวที่สร้างเมฆฝนขึ้นมาเป็นกระบวนการกลั่นตัวของไอน้ำ

ขั้นตอนที่ 2 เลี้ยงให้อ้วน สารเคมีจะช่วยสร้างกลุ่มเมฆให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และหนาแน่นขึ้นเพื่อก่อให้เกิดเฆมฝนที่มีขนาดใหญ่พอที่จะทำให้ฝนตกลงมา

ขั้นตอนที่ 3 โจมตี สารเคมีจะใช้ในขั้นตอนต่อมาคือ ซิลเวอร์ไอโอได และน้ำแข็งแห้ง ซึ่งเป็นสารเย็นจัดโดยการจัดการกระบวนการเมฆฝนทำให้เกิดภาวะไม่สมดุล ภาวะดังกล่าวจะทำให้เกิดภาวะเมฆสร้างเม็ดน้ำฝนขึ้นและหากว่ามีขนาดใหญ่มากพอก็จะทำใหเกิดฝนตกในที่สุด

โครงการพระราชดำริฝนหลวง นั้นเกิดจากด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล และพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ฝนหลวงจะมีการพูดถึงตลอดมา ด้วยความห่วงใยต่อพสกนิกรของพระองค์ท่านในการฟื้นฟูสภาพพื้นที่แห้งแล้งให้อุดมสมบูรณ์ในที่สุด

กาแฟสดพลิกชีวิตชาวเกษตรตามแนวพระราชดำริ

กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้เกิดความสดชื่น ช่วยให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาก กาแฟกระป๋องอาจเป็นตัวเลือกเร่งด่วนสำหรับหลายๆคน ซึ่งน่านอนว่ากาแฟกระป๋องอาจไม่ได้ดีอย่างที่คิด ซึ่งกาแฟสดถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของใครหลายๆคน แต่กาแฟสดก็อาจจะมีราคาที่สูงหน่อยตามแต่ละคนเลือกซื้อ แต่ถ้ากาแฟที่ดื่มทุกเช้านั้นใช้เมล็ดที่ปลูกทางภาคเหนือของไทย และรู้หรือไม่ว่าเครื่องดื่มขมเข้มแก้วนี้มีจุดเริ่มต้นจากพระกระแสแนะนำของในหลวงรัชกาลที่ 9 ขณะเดียวกันหลายครอบครัวทางภาคเหนือก็ได้พลิกชีวิต มีรายได้เสริมและการศึกษาด้วยเมล็ดกาแฟแห่งโอกาสที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปลูกไว้ การปลูกกาแฟนั้นถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านยกเลิกการปลูกฝิ่นมาปลูกต้นกาแฟทดแทน

ในช่วงนั้นพระองค์ได้มีพระกระแสแนะนำให้ชาวเขาที่เคยเลี้ยงตัวเองด้วยการปลูกฝิ่นหันมาปลูกพืชชนิดอื่นแทน หลายอย่างเป็นพืชเศรษฐกิจที่คนเมืองอาจจินตนาการไม่ออกซะเท่าไหร่ นอกจากกาแฟ เราคงเคยได้ยินกาแฟอาราบิกา จากกาแฟหลายยี่ห้อที่เห็นตามท้องตลาดในปัจจุบัน กาแฟอาราบิกา เป็นต้นไม้ที่ชอบอยู่ในพื้นที่สูง และอากาศหนาวเย็น ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยยังไม่เคยปลูกกาแฟอาราบิกา และความรู้ในการปลูกกาแฟนั้นน้อยมาก กาแฟนั้นเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์มากกว่า ฝิ่นหลายเท่าและเป็นพืชเศรษฐกิจที่นิยมมากในปัจจุบัน ขณะนั้นในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จเพื่อทอดพระเนตร ต้นกาแฟเพียงไม่กี่ต้น ที่ผาหมอน จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตอนนั้นเส้นทางที่เข้าถึงยากมาก แม้แต่ข้าราชบริพารของพระองค์ท่านยังไม่ปรารถนาที่จะไป แต่พระองค์เสด็จด้วยพระบาทเอง เพื่อนำความรู้ที่ได้มาทรงส่งเสริมให้นักวิจัยมาศึกษาปรับปรุงสายพันธุ์จึงได้ต้นพันธุ์ที่แข็งแรง เพื่อพระราชทานแด่เกษตรกรชาวเขาควบคู่กับพระราชทานความรู้ให้แก่ชาวเขาด้วย นับตั้งแต่นั้นมากาแฟโครงการหลวงจึงกลายเป็นอาชีพหลักของชาวเขา และกลายเป็นต้นไม้ที่นิยมปลูกมาจนถึงทุกวันนี้

กาแฟในโครงการหลวงที่มีชื่อเสียงของไทย คือ กาแฟดอยตุง ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับอุปถัมภ์ไว้หลังจากที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) เสด็จสวรรคต ซึ่งมูลนิธิได้มีการให้ชาวบ้านเช่าต้นกาแฟในราคา 1 บาท ต่อ 1 ต้น ต่อ 1 ปี ในปัจจุบันนั้นมีต้นกาแฟปลูกนับพันๆต้นในเขตพื้นที่ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง โดยไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ ซึ่งเมล็ดกาแฟนั้นนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์กาแฟสดมากมาย คุณภาพของกาแฟดอยตุงนั้นยังไปจำหน่ายถึงในคาเฟ่MUJI ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในประเทศไทยนั้นมีแบรนด์กาแฟหลายเจ้าที่มีการนำกาแฟดอยตุงมาใช้จำหน่ายและทำเครื่องดื่มกาแฟสด ในราคาไม่แพง ทุกคนสามารถจับต้องได้

เปลี่ยนสิ่งเสพติดให้เป็นอาหารที่มีคุณค่า

  ในสมัยก่อนไทยต้องประสบกับภาวการณ์เกษตรที่ตกต่ำอย่างหนัก อันเป็นผลมาจากความแล้งของดินป่าไม้ถูกทำลายเพื่อใช้ในการทำไร่เลื่อนลอย บนเขานั้นชาวบ้านมักนำฝิ่นมาปลูกเพื่อนำไปขายที่ประเทศเพื่อนบ้าน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเห็นว่าหากคนไทยทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ประเทศไทยอาจกลายเป็นประเทศที่แห้งแล้ง ดินไม่อุดมสมบูรณ์ดังเช่นทุกวันนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จเยือนพื้นที่หมู่บ้านชาวเขาหลายแห่ง และทรงทราบว่าปัญหาฝิ่นหนักหนาแค่ไหน พระองค์ทรงเห็นว่าดินทางภาคเหนือนั้นหากได้รับการฟื้นฟูสภาพดินแล้ว สามารถปลูกพืชเมืองหนาว และสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านได้ พระองค์จึงตระหนักว่าปัญหานี้มีทางออกหากจูงใจให้ชาวบ้านปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ทดแทนฝิ่นได้ คุณภาพชีวิตของชาวบ้านก็จะดีขึ้น สินค้าโครงการหลวงจึงถูกก่อตั้งขึ้น ในปี พ.ศ. 2512

แต่การเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนไม่ใช่เรื่องง่าย เราจึงเห็นภาพพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 กับชาวเขาหลายครั้ง เมื่อชาวบ้านหันมาปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนฝิ่นแล้วต้องพบเจอกับปัญหาพ่อค้าคนกลางที่ให้ราคาไม่ยุติธรรม พระองค์จึงมีพระราชดำริตั้งโรงงานหลวงเพื่อช่วยเหลือชาวเขา ต่อมาจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปซึ่งเราคุ้นเคยกันดีอย่าง “ดอยคำ” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์โครงการหลวง น้ำผลไม้ ผลไม้อบแห้ง แยม น้ำผึ้ง ซึ่งทำมาจากผลไม้ 100 % หาซื้อง่ายและราคาไม่แพงเกินไป เป็นธรรมต่อเกษตรกรเพื่อให้ทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีอย่างเท่าเทียมกัน

สิ่งที่เราได้ไม่ใช่เพียงแค่ผัก ผลไม้ เอามาทำเป็นสลัด แต่เป็นองค์ความรู้เรื่องของการปลูกพืชในที่สูง สิ่งนี้ต่อยอดไปสู่สิ่งที่ใหญ่กว่านั้นได้อีกมาก นอกจากจะทำให้ประเทศเราผลิตอาหารได้หลากหลายขึ้น โครงการหลวงยังเป็นต้นแบบของการพัฒนาชุมชนบนที่สูงซึ่งเต็มไปด้วยข้อจำกัด พระองค์ทรงทำให้เราเห็นว่าแม้แต่พื้นที่ที่เป็นปัจจัยไม่อำนวยก็พัฒนาได้ดีขั้นได้ ด้วยวิธีการเอาใจเขามาใส่ใจเรา นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ผักปลอดสารพิษที่สด สะอาด รวมถึงเป็นผักเมืองหนาวที่หาง่ายและราคาถูกกว่าสมัยก่อนมากที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งมีราคาแพง

ปัจจุบัน ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงมีอยู่ประมาณ 38 แห่งทางภาคเหนือในจังหวัด เชียงใหม่, เชียงราย, แม่ฮ่องสอน, ลำพูน และพะเยา ซึ่งเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาท่องเที่ยว เยี่ยมชมและศึกษางานด้านการทำเกษตรที่สูง เรียนรู้วัฒนธรรมของชาวเขาชนต่างๆ ที่ยังคงวิถีชีวิตดั้งเดิมนับรุ่นสู่รุ่น ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามของดอกไม้ พรรณไม้เมืองหนาว และผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์จนไม่เหลือร่องรอยของพื้นที่ปลูกฝิ่น และพื้นดินที่แห้งแล้งให้เห็นอีกต่อไป

การบำบัดน้ำเสียด้วยวิถีธรรมชาติ

  ขยะ เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกของเมืองแต่ละประเทศที่มีการรับมือ ซึ่งในแต่ละประเทศต่างก็มีการวิธีการกำจัดขยะในหลายรูปแบบ ซึ่งบางอย่างก็มีผลกระทบต่อระบบสิ่งแวดล้อม ขยะนอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อน้ำ ทำให้น้ำเสียจากการทิ้งขยะตามแม่น้ำ ลำคลองส่งผลให้น้ำเน่าเสีย โดยเฉพาะในกรุงทพมีคลองที่น้ำเน่าเสียจำนวนมาก จากการทิ้งขยะลงน้ำ ซึ่งพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือการแก้ไขปัญหาขยะและน้ำเน่าเสียด้วยการใช้วิธีธรรมชาติ โดยพระองค์ท่านได้ทำการทดลองบนพื้นที่บริเวณแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี ใช้เนื้อที่กว่าพันไร่ สังเหตุที่พระองค์ท่านทรงเลือกใช้พื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เนื่องด้วย ในปีพ.ศ. 2533 ขณะนั้น เกิดประสบปัญหาขยะและน้ำเน่าเสียในแม่น้ำเพชรบุรีอย่างหนัก อันมาจากปัญหาการทิ้งขยะลงแม่น้ำก่อให้เกิดการหมักหมมของเสีย ส่งผลต่อแม่น้ำอย่างมาก แต่ละวันมีของเสียปล่อยลงสู่แม่น้ำเพชรบุรีกว่า 3,500 – 4,500 ลูกบาศก์เมตร มีขยะมากถึง 40 ตัน ซึ่งชาวบ้านต้องทนกลิ่นเหม็นทุกวันจนคิดว่าไม่มีทางแก้ไขได้

การแก้ไขปัญหาน้ำเสียของแนวทางพระราชดำรินั้น พระองค์ใช้วิธีธรรมชาติหลายรูปแบบทั้งง่าย และใช้วัสดุท้องถิ่น มีค่าใช้จ่ายน้อยทุกคนสามารถทำได้ และแก้ไขปัญหาได้อย่างเหลือเชื่อโดยไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินมหาศาลเพื่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย วิธีหนึ่งที่หลักแหลมคือ การนำขยะที่ย่อยสลายได้มาทำปุ๋ยหมัก และส่วนของน้ำเสียแก้ไขด้วยการนำน้ำเสียมากักในบ่อ 5 บ่อ แต่ละบ่อจะเก็บไว้ในระยะเวลาต่างกัน จากนั้นเติมออกซิเจนด้วยการเติมแพลงตอนและสาหร่ายในบ่อ ปลูกต้นธูปฤาษี กกกลม และหญ้าแฝกอินเดียริมบ่อน้ำเพื่อดูดซับน้ำเสีย ซึ่งบ่อไหนสะอาดแล้วค่อยปล่อยลงสู่คลอง

เมื่อน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีเริ่มได้รับการบำบัด โดยแต่ละวันมีการบำบัดน้ำเสียได้หลายพันลูกบาศก์เมตร น้ำเริ่มกลับมาใสสะอาด นกเริ่มกลับมา และปลาก็กลับมามีจำนวนมากขึ้น หาดโคลนก็มีหอยตลับที่สามารถเก็บขายได้ทุกวัน ชาวบ้านเริ่มกลับมาและเศรษฐกิจครัวเรือนเริ่มดีขึ้นอีกครั้ง ศ.ดร.เกษม จันทร์แก้ว ผู้อำนวยการโครงการแหลมผักเบี้ย ซึ่งเป็นนักวิจัยและพัฒนารุ่นแรกของโครงการ ได้ระบุว่า นับตั้งแต่แนวคิดพระราชดำริ โครงการแหลมผักเบี้ยนั้นจนประสบความสำเร็จ ได้มีการก่อตั้งโครงกาย่อยๆกว่า 400 โครงการ เพื่อแก้ไขปัญหามลภาวะในระดับที่ใหญ่ขึ้น แต่ยังใช้พลังงานธรรมชาติเหมืนเดิม เช่น โครงการแยกน้ำเสียออกจากโรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งทาง ศ.ดร.เกษม ยังกล่าวต่อว่า โครงการพระราชดำริ แหลมผักเบี้ย นั้นได้ต่อยอดโครงการบำบัดน้ำเสียออกไปอีกหลายจังหวัด ทำให้รู้ว่ายังมีปัญหาสิ่งแวดล้อมมากมายในหลายพื้นที่ ซึ่งแก้ไขด้วยการใช้ธรรมชาติบำบัด

นมวัว รายได้เลี้ยงชีพเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

   นมวัวนั้นเป็นอาหารที่มีประโยชน์ เราจะเห็นผลิตภัณฑ์จากนมวัวมากมายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ดังนั้นนมวัวจึงเป็นสิ่งที่สามารถหาได้ง่าย และสะดวก แต่ถ้าหากเป็นสมัยก่อนนั้น นมวัว เป็นสิ่งที่คนไทยยังไม่คุ้นเคยกันนัก ซึ่งนมวัวไม่เป็นที่แพร่หลาย และนิยมในกลุ่มผู้ที่มีฐานะดีเท่านั้น อีกทั้งในสมัยก่อนนั้นอาชีพการเลี้ยงโคนมยังเป็นที่รู้จักในหมู่คนไทยเท่าใดนัก ในช่วงปี พ.ศ. 2503 ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จประพาสยุโรปเป็นเวลา  6 เดือน ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่เกิดสงครามเย็น ประเทศไทยจำเป็นต้องสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศเพื่อแสดงให้เห็นประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นมิตรกับเสรีประเทศ ซึ่งระหว่างที่พระองค์เสด็จประพาสในยุโรปนั้นได้ทรงศึกษาและนำความรู้จากต่างประเทศมาใช้ในประเทศไทย

ในยุคนั้นประเทศไทยประสบปัญหาในการเกษตรอย่างมากรวมถึง พื้นที่ป่าก็หดหายไปจำนวนมากจากการทำไร่เลื่อนลอย เมื่อพระองค์เสด็จเยือนประเทศเดนมาร์ก และทอดพระเนตรการทำฟาร์มโคนม ซึ่งมีการผลิตนมวัวสดๆมาใช้เป็นอาชีพของคนในประเทศ รวมถึงนมวัวนั้นมีประโยชน์มากมาย ท่านทรงเห็นว่ากิจการการเลี้ยงโคนมนั้นเป็นอาชีพที่มั่นคงและช่วยให้คนไทยมีนมไว้ดื่มกินด้วย และเป็นทางเลือกหนึ่งให้กับประชาชนอีกด้วย ในสมัยนั้นนมวัวในไทยยังไม่เป็นที่นิยมเท่าใดนัก ประชาชนรู้จักเพียงนมข้นหวาน ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพมากและไม่เหมาะสมกับเด็ก ด้วยพระราชดำริของพระองค์ท่าน จึงก่อกำเนิด ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ก ขึ้นในปีถัดมาซึ่งเป็นฟาร์มโคนมแห่งแรกของประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งโครงการนี้เกิดขึ้นจากรัฐบาลเดนมาร์ก ถวายโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย

ต่อมาในปี พ.ศ. 2505 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสร้างโรงโคนมภายในสวนจิตรดาในเขตพระราชฐานขึ้น เพื่อใช้ในการทดลองและเผยแพร่ความรู้ให้แก่ข้าราชการภายใน รวมถึงการปลูกหญ้าที่ใช้เป็นอาหารของวัวเพื่อนำไปใช้กับเกษตรกรในการเลี้ยงโคนม และปรับปรุงสายพันธุ์วัวให้เข้ากับอากาศในประเทศไทย การตั้งโรงโคนมนั้นเพื่อส่งเสริมการดื่มนมวัวในสมัยนั้น ซึ่งหลังจากที่ฟาร์มโคนมกำเนิดขึ้น ก็มีการจำหน่ายนมวัดชนิดกล่องในราคาถูก ซึ่งทำให้คนไทยเริ่มหันมาบริโภคนมวัวเพิ่มขึ้น ทำให้การเลี้ยงโคนมกลายเป็นทางเลือกใหม่ทางการเกษตรของคนไทย และในปี พ.ศ. 2509 ได้ทรงก่อตั้งโรงนมผงสวนดุสิตขึ้น ซึ่งเป็นโรงงานผลิตนมผงแห่งแรกของไทย เพื่อนำนมวัวมาแปรรูปเป็นทางเลือกใหม่ของประชาชน หลังจากนั้นก็มีการก่อตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมอัดเม็ด เนยแข็ง นมยูเอชที นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ทำให้เรามีนมสดดื่มให้เลือกจำนวนมาก

โครงการแก้มลิง แก้ไขปัญหาน้ำท่วม

ปัญหาน้ำท่วมขังในกรุงเทพนั้นถือว่าเป็นปัญหาสำคัญของพื้นที่ดังกล่าวเนื่องจากบริเวณกรุงเทพนั้นเป็นเขตพื้นที่ลุ่มต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และเป็นดินอ่อน ซึ่งส่งผลกระทบบริเวณทางตะวันออกซึ่งเป็นจุดที่น้ำไหลลงไปในทะเล โครงการแก้มลิงนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ในกรุงเทพ ปี 2538 ซึ่งเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมขังที่รุนแรงอีกเหตุการณ์หนึ่ง โดยกินระยะเวลานานหลายเดือน  โครงการแก้มลิง เป็นแนวคิดตามพระราชดำริว่าด้วยเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2538 ได้มีพระราชดำริในการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการเก็บกักและรองรับน้ำที่ระบายออกมาตามลำคลอง และแม่น้ำ ซึ่งการสร้างแก้มลิงนี้ช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขังในกรุงเทพได้อย่างมาก

ที่มาของโครงการแก้มลิงนั้น พระองค์ท่านได้มีแนวคิดจากลิงที่อมกล้วยไว้ในปากปริมาณมากเพื่อเก็บไว้กินในยามขาดแคลนอาหาร ลิงจะเก็บอาหารไว้บริเวณแก้มทำให้แก้มมีขนาดใหญ่ขึ้น ลิงจะเก็บไว้และค่อยๆเคี้ยวอาหารที่เก็บไว้บริเวณแก้มจนหมด ด้วยแนวพระราชดำรินี้ จึงเกิดเป็น “โครงการแก้มลิง” ขึ้น เพื่อสร้างพื้นที่กักเก็บน้ำ ไว้รอการระบายน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ในภายหลังรวมถึงแก้มลิงยังมีประโยชน์ช่วยให้น้ำที่ถูกเก็บไว้เมื่อระบายสู่คลองจะช่วยให้น้ำไปบำบัดน้ำเสียให้เจือจางลงด้วย

โครงการแก้มลิง นั้นจะเริ่มจากพื้นที่ระบายน้ำออกจากพื้นที่ตอนบน เพื่อให้น้ำที่ไหลมาจากทางเหนือและระบายลงสู่คลองพักน้ำบริเวณชายทะเล เมื่อระดับน้ำทะเลลดลงน้ำในคลองที่ถูกเก็บไว้ก็จะไหลลงสู่ทะเลตามธรรมชาติต่อไป โดยน้ำที่ค้างอยู่ทางเหนือก็จะไหลลงมาที่อ่างเก็บน้ำหรือแก้มลิง เพื่อเก็บน้ำไว้ก่อนเพื่อรอให้น้ำทะเลลดลงและไหลออกสู่ทะเลต่อไป ครงการแก้มลิงแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 บริเวณโครงการระบายน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยจะใช้คลองที่ตั้งอยู่ชายทะเลด้านจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อใช้ระบายน้ำบริเวณจังหวัดทางภาคกลางของประเทศ และส่วนที่ 2 บริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยใช้คลองมหาชัย และ แม่น้ำท่าจีน เพื่อรองรับน้ำจากทางภาคกลางบริเวณ จังหวัดอ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นครปฐม และกรุงเทพมหานคร เพื่อให้น้ำระบายลงสู่ทะเลด้านจังหวัดสมุทรสาคร

โครงการแก้มลิงถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้อย่างดีมาก ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในปัญหาน้ำท่วมขังเป็นเวลานานพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ฯ ที่พระองค์ทางห่วงใยต่อประชาชนของพระองค์ที่ทรงพระราชดำริให้สร้างอ่างเก็บน้ำแก้มลิงขึ้นในปัจจุบันโครงการแก้มลิงมีทั้งสิ้น 3 แห่ง ได้แก่ โครงการแก้มลิง “แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง, โครงการแก้มลิง “คลองมหาชัย-คลองสนามชัย”, โครงการแก้มลิง “คลองสุนัขหอน”