ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน

โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อำเภอท่าใหม่ จังหวัด จันทบุรีกว่าที่จะมาถึงวันนี้ได้นั้นทรัพยากรธรรมชาติในบริเวณนี้เคยอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมเนื่องจากการทำประมงอย่างไม่มีระบบ ป่าชายเลนถูกทำลาย ทำให้น้ำทะลหนุนจนดินเค็มไม่สามารถเพาะปลูกได้ ชาวบ้านต้องลุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ป่าเพื่อหาที่ดินทำกินเพิ่ม จนกระทั่งวันหนึ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้มีพระราชดำรัสให้มีการจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ขึ้น เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนจังหวัดจันทบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2524 พื้นที่ป่าชายเลนแห่งนี้จึงถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่กลายเป็น พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต ศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตร แหล่งศึกษาดูงาน และแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่เปิดรับผู้มาเยือนไม่ต่ำกว่าปีละ 700,000 คนเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้ ควบคู่กับการท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวจะต้องเดินไปตามสะพานไม้ที่สร้างด้วยไม้ตะเคียนทอง ผ่านศาลาให้ความรู้ทั้งหมด 10 จุดโดยที่แต่ละศาลานั้นก็จะบอกเล่าที่มารวมถึงองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการทดลองทำจริงในสถานที่แห่งนี้ อีกทั้งยังมีจุดที่น่าสนใจส่วนอื่นอีก เช่น ศาลาชมวิว ที่จะเชื้อเชิญให้คุณนั่งห้อยขาและดื่มด่ำกับธรรมชาติแบบพาโนรามา จนแทบไม่อยากลุกไปไหน หลังจากนั้นเตรียมกำลังขาให้พร้อมเพื่อที่จะเดินขึ้นไปบนหอดูเรือนยอดไม้ ที่มีความสูงถึง 15 เมตร ซึ่งวิวที่เห็นรับรองได้ว่าคุ้มค่ากับเหงื่อที่เสียไปแน่นอนและเมื่อเดินวนจนครบแล้ว ห่างจากเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติเพียงไม่ไกลนักเราก็จะพบกับ สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษาที่มีการจัดแสดงสัตว์น้ำมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นพันธุ์ปลาที่มีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณอ่าวคุ้งกระเบน

 

โครงการพัฒนาดอยตุง

โครงการพัฒนาดอยตุง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการเพื่อประชาชนที่อยู่แถบชายแดนภาคเหนือเพื่อหารายได้ให้แทนการประกอบอาชีพผิดกฎหมายก่อตั้งบนพื้นที่ดอยตุง จังหวัดเชียงราย ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 93,515 ไร่ ให้ประโยชน์แก่ชาวบ้าน 29 หมู่บ้าน ประมาณ 11,000 คน ประกอบด้วยชนเผ่า 6 เผ่า ในอดีต ชาวบ้านบนดอยตุงไม่มีสัญชาติ อยู่ในโลกแห่งการเอาตัวรอดและความยากจนแร้นแค้น โดยที่ไม่มีโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานและการสนับสนุนใด ๆ จากภาครัฐ ทั้งยังมีกลุ่มติดอาวุธครอบครองพื้นที่บางส่วนทำให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ดอยตุงซึ่งตั้งอยู่ใจกลางสามเหลี่ยมทองคำจึงเป็นแหล่งปลูกพืชเสพติด เผชิญปัญหาสังคมที่ซับซ้อน และมีธรรมชาติที่ถูกทำลายจากการแผ้วถางเพื่อทำไร่เลื่อนลอยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนดอยตุงเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2530 และทรงเล็งเห็นว่ารากเหง้าของปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมบนดอยตุง คือ ความยากจนและการขาดโอกาสในการดำรงชีวิต จึงทรงมีพระราชดำริที่จะนำผืนป่ากลับคืนสู่ดอยตุง และฟื้นฟูดอยตุงทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นับเป็นการให้โอกาสคนทุกหมู่เหล่าไม่ว่าเชื้อชาติ ศาสนา หรือสัญชาติใด ทำให้ชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ มีความหวังอีกครั้ง สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงมีพระราชดำริให้โครงการพัฒนาดอยตุงฯ สามารถเลี้ยงตนเองได้ เพราะหากพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาล จะไม่เป็นการยุติธรรมกับประชาชนชาวไทยที่ไม่ได้อาศัยอยู่บนดอยตุง ความมั่นคงทางการเงินที่ควบคู่กับความก้าวหน้าทางสังคมและสิ่งแวดล้อมจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงได้สร้างแบรนด์ดอยตุงขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางหลักในการหารายได้สนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ แบรนด์ดอยตุงประกอบด้วยหน่วยธุรกิจ 4 หน่วย ได้แก่ อาหาร หัตถกรรม การเกษตร และการท่องเที่ยว โครงการพัฒนาดอยตุงฯ สามารถเลี้ยงตนเองได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา

โครงการคลองลัดโพธิ์

จากปัญหาน้ำท่วมที่มีมาทุกปีเป็นปัญหาที่แก้กันไม่ตกของคนในพื้นที่ปัญหาการระบายน้ำในจุดนี้ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมากมายในพื้นที่รับน้ำต่างๆเพราะการระบายน้ำลงทะเลทำได้ช้าจึงต้องรอการแก้ไขจากภาครัฐด้วยปัญหาดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนส่งผลในวงกว้าง ด้วยปัญหาการระบายน้ำและการขยายตัวของสังคมเมืองในกรุงเทพมหานคร  นอกจากจะต้องแก้ไขปัญหาด้วยการขุดลอกคูคลองมิให้ตื้นเขินแล้ว ยังจะต้องดูระยะเวลาน้ำขึ้น-ลง ของน้ำทะเลอีกด้วย ซึ่งถ้าหากบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและถูกต้องก็จะสามารถช่วยแก้ไขและป้องกันปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนได้  ในบริเวณพื้นที่คลองลัดโพธิ์ ตั้งอยู่ในอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ก็เป็นที่ระบายน้ำที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ซึ่งแต่เดิมเป็นลำคลองที่มีขนาดเล็กและตื้นเขิน ต่อมาจากสายพระเนตรที่ยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  จึงได้พระราชทานให้มีการจัดสร้างเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ สู่การบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร โดยยึดหลักการ การเบี่ยงน้ำภายใต้การดูแลของหน่วยงานหลัก 3 หน่วยงานคือ กรมชลประทาน กรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

โครงการคลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นอีกหนึ่งโครงการพระราชทาน เพื่อเร่งระบายน้ำจากภาคเหนือออกสู่ทะเล อันจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่เกิดจากพระวิริยะอุตสาหะในการค้นค้นคว้า จนเข้าถึงสภาพภูมิประเทศอย่างถ่องแท้และทรงนำหลักคิดจากการใช้ประโยชน์ของคลองลัดโพธิ์ที่ขุดขึ้นมากว่า 300 ปี จนผู้คนทั่วไปลืมเลือนและลบหายไปจากแผนที่มาผสานเข้ากับหลักวิชาการและทฤษฎีการขึ้น-ลงของน้ำ ทั้งยังคำนึงถึงสภาพความเป็นอยู่และระบบนิเวศโดยส่วนรวมของธรรมชาติ ตลอดจนสภาพทางสังคมและชุมชน นับเป็นการแก้ไขปัญหาด้วยการใช้“หลักแห่งธรรมชาติ” เป็นแนวทางเพื่อให้มนุษย์และธรรมชาติอยู่ร่วมกันสืบไป

 

โครงการฝนหลวง

โครงการฝนหลวง เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อสร้างฝนเทียมสำหรับบรรเทาปัญหาความแห้งแล้งขาดแคลนน้ำในการเกษตรโดยการทำฝนหลวงจะเป็นการบังคับเมฆให้ฝนตกจะแบ่งออกเป็นสามขั้นคือ การก่อกวน  การเลี้ยงให้เมฆอ้วนหรือหนัก การโจมตีให้เมฆตกเป็นฝน เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกร เมื่อปี พ.ศ. 2498 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อนทุกข์ยากของราษฎรและเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตร จึงได้มีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานโครงการพระราชดำริ โครงการ จึงได้ตราพระราชกฤษฎีการก่อตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นในปี พ.ศ. 2518 ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นหน่วยงานรองรับโครงการพระราชดำริฝนหลวงต่อไปการทำฝนเทียมหรือฝนหลวงเป็นกรรมวิธีการเหนี่ยวนำน้ำจากฟ้า ใช้เครื่องบินบรรจุสารเคมีขึ้นไปโปรยในท้องฟ้า โดยดูจากความชื้นของเมฆและสภาพทิศทางลมประกอบกัน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝนคือ ความร้อนชื้นปะทะความเย็น และมีแกนกลั่นตัวที่มีประสิทธิภาพในปริมาณที่เหมาะสม กล่าวคือ เมื่อมวลอากาศร้อนชื้นที่ระดับผิวพื้นขึ้นสู่อากาศเบื้องบน อุณหภูมิของมวลอากาศจะลดต่ำลงจนถึงความสูงที่ระดับหนึ่ง หากอุณหภูมิที่ลดต่ำลงนั้นมากพอก็จะทำให้ไอน้ำในมวลอากาศอิ่มตัว จะเกิดขบวนการกลั่นตัวเองของไอน้ำในมวลอากาศขึ้นบนแกนกลั่นตัว เกิดเป็นฝนตกลงมา ฉะนั้นสารเคมีที่ใช้จึงประกอบด้วย สูตรร้อน ใช้เพื่อกระตุ้นเร่งเร้ากลไกการหมุนเวียนของบรรยากาศ สูตรเย็น ใช้เพื่อกระตุ้นกลไกการรวมตัวของละอองเมฆให้โตขึ้นเป็นเม็ดฝน และสูตรที่ใช้เป็นแกนดูดซับความชื้น เพื่อใช้กระตุ้นกลไกระบบการกลั่นตัวให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

โครงการพัฒนาส่วนพระองค์ บางเบิด

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีที่ดินส่วนพระองค์ที่บ้านน้ำพุ ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เนื้อที่ประมาณ 448 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ติดทะเล มีสภาพเป็นดินทรายชายทะเลที่ถูกคลื่นทับถมกันเป็นเวลานานจนกลายสภาพเป็นเนินทราย กระจายอยู่ทั่วไป แต่เดิมสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ได้จัดทำโครงการวิจัยปลูกต้นไม้โตเร็วชนิดต่างๆเป็นจำนวนมากเพื่อศึกษาผลกระทบที่ดินดังกล่าว ต่อมาสำนักงานจัดการทรัพยากรที่ดินส่วนพระองค์ซึ่งดูแลรับผิดชอบดูแลที่ดินแปลงนี้อยู่ได้นำกลับมาเพื่อพัฒนา และหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินกลับจากทรงเยี่ยมพื้นที่จังหวัดชุมพร เมื่อปี พ.ศ.2541 จึงทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ โครงการพัฒนาส่วนพระองค์เป็นผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนาที่ดินแปลงนี้ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ โดยให้อนุรักษ์สภาพแวดล้อมเดิมซึ่งมีสภาพเป็นสันทรายป่าชายหาด พัฒนาพื้นที่เพื่อการเกษตร โดยการปรับปรุงดินตามความเหมาะสม เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาวิจัยและพัฒนาส่งเสริมอาชีพและแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดชุมพร เนื่องจากมีศักยภาพเหมาะสมทุกด้าน สนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียง  ก็มีการเพิ่มมูลค่าสินอย่างการศึกษาเก็บไขจากตัวชะมดและขยายพันธ์ชะมดเช็ด เนื่องจากปัจจุบันประชาการชะมดเช็ดมีจำนวนลดน้อยลงไปมาก เนื่องจากคนบุกรุกป่า และนำชะมดมาเป็นอาหาร จึงทำให้จำนวนประชากรชะมดเช็ดลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว โครงการพัฒนาส่วนพระองค์ จังหวัดชุมพรจึงได้ทำการเพาะเลี้ยงเพื่อขยายพันธ์และเก็บไขของชะมดอีกทั้งยังสามารถผลิตกาแฟขี้ชะมดได้อีกด้วย โดยปกติแล้ว ชะมดเช็ดจะผลิตไขออกมาจากต่อมบริเวณใกล้กับก้น แล้วจะเช็ดกับเสาจึงเรียกว่าชะมดเช็ด ส่วนไขที่ชะมดเช็ดทิ้งไว้กับเสา สามารถนำไปผลิดเป็นหัวน้ำหอม ซึ่งในไขที่ชะมดเช็ดทิ้งไว้นั้นจะสีสารบางชนิดที่ทำให้เกิดกลิ่นที่ติดทนนาน

 

โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ

โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ ที่ทรงมีต่อเกษตรกรในการที่จะพัฒนาส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมให้ ประสบความสำเร็จและสามารถเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้อย่าง ยั่งยืน ตั้งอยู่ใน อ. ท่ายาง จ. เพชรบุรี เกิดขึ้นจากความเอาพระทัยใส่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประวัติที่มาของโครงการนี้ เริ่มตอนที่ตอนพระองค์ท่านประทับอยู่ ณ วังไกลกังวลแล้วมีชาวบ้านนำมันเทศมาถวาย ช่วงนั้นพระองค์ ต้องเสด็จกลับกรุงเทพเลยรับสั่งให้ เจ้าหน้าที่นำหัวมันเทศนั้นไปวางไว้บนตาชั่งในห้องทรงงานจากนั้นก็เสด็จกลับกรุงเทพ เวลาล่วงเป็น เดือน เมื่อเสด็จกลับมาหัวหินทรงพบว่ามันเทศนั้นได้แตกใบ เลยตรัสว่า มัน อยู่ที่ไหนก็ขึ้นดังนั้นจึงมีพระราชดำริให้จัดหาที่ดิน เพื่อทำโครงการด้านการเกษตร ปี พ.ศ. 2551 ก็ได้ซื้อที่ดินจำนวน 120 ไร่ และต่อมาในกลางปี 2552 ทรงซื้อที่ดินแปลงติดกันเพิ่มอีก ณ บ้านหนองคอไก่ ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 250 ไร่เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์รวบรวมพืชเศรษฐกิจนานาชนิด เพื่อเป็นแนวทางให้กับเกษตรกรโดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอท่ายางจังหวัดเพชรบุรี ที่มีพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ทรงพระราชทานพันธุ์มันเทศ ซึ่งงอกออกมาจากหัวมันที่ตั้งโชว์ไว้บนตาชั่งในห้องทรงงานที่วังไกลกังวล ให้นำมาปลูกไว้ที่ที่ดินแปลงนี้พระราชทานชื่อโครงการว่า “โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ” โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมโครงการนี้ด้วยพระองค์เอง มีพระตำหนักทรงงานที่ตั้งอยู่ภายในโครงการเป็นบ้านไม้สองชั้นเรียบง่ายที่ใช้ทรงงานและพักผ่อนพระอิริยาบถเมื่อครั้งเสด็จเยี่ยม โครงการนี้ รวมถึงรถที่ทรงใช้ทรงงานก็จอดอยู่ภายในบริเวณพระตำหนักด้วยเนื้อที่ภายในโครงการกว้างไกลตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา ในพื้นที่แห่งนี้ สภาพเดิมโดยทั่วไปแห้งแล้งเจ้าของเดิมปลูกต้นยูคาลิปตัสตัดไม้ขาย มีแปลงปลูกมะนาวเดิมอยู่ประมาณ 35 ไร่แปลงอ้อยประมาณ 30 ไร่ การพัฒนาพื้นที่ส่วนที่เป็นแปลงยูคาลิปตัสทั้งหมด แต่ปัจจุบันได้ จัดสรรทำการเกษตรเป็นอย่างดี มีทั้งแปลงพืชเศรษฐกิจที่ปลูกหลายชนิด

โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

โครงการพระราชดำริ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ 9 นอกจากพระองค์ยังทรงห่วยใยประชาชนของท่าน พระองค์ยังทรงห่วงใยต่อสัตว์ป่า โดยเฉพาะปัญหาช้างป่าที่รุกล้ำพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน พระองค์ทรงจัดโครงการพระราชดำริในการฟื้นฟูสภาพป่าเพื่อเป็นอาหารของช้างป่าขึ้น โดยโครงการนี้จัดขึ้น ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย ในอดีตนั้นพื้นที่ดังกล่าวถูกบุกรุกเพื่อทำการเกษตร ซึ่งเดิมเป็นแหล่งอาหารของช้างป่าทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารของช้าง และการเพาะปลูกดังกล่าวนั้นส่วนใหญ่จะเป็น ข้าวโพด, มันสำปะหลัง, ข้าว ซึ่งล้วนเป็นอาหารชั้นดีของช้างป่า ช้างป่ามักเข้ามากินพืชพรรณที่ชาวบ้านปลูกไว้ทำกิน ซึ่งมันส่งกระทบทั้ง 2 ฝ่าย

ดังนั้นบริเวณพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงนั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชดำริให้ทางสำนักเลขาธิการ ประสานงานกับกรมป่าไม้จัดทำโครงการขึ้นในวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2542 โดยให้มีการปลูกพืชพรรณเพื่อเป็นอาหารของช้างป่าในพื้นที่ธรรมชาติ เพื่อช่วยลดการบุกรุกพื้นที่เกษตร ไร่นา ให้ได้รับความเสียหายน้อยลง ซึ่งในกรณีดังกล่าวนั้นชาวนามักถูกช้างทำร้ายจนเสียชีวิต และเพื่อขึ้นสภาพให้กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ให้อุดมสมบูรณ์ ภายในบริเวณดังกล่าวนั้นมีการจัดทำพื้นที่ปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารของช้าง, จัดทำฝายชะลอน้ำแบบกึ่งถาวร เพื่อกักน้ำไว้สำหรับช้างและสัตว์อื่นช่วงหน้าแล้ง, จัดทำแนวกันไฟ, จัดทำโป่งเทียม รวมถึงสร้างจิตสำนึกกับชาวบ้านไม่ให้รุกล้ำพื้นที่ป่าซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของช้างป่าด้วย ขยายพื้นที่เหมาะสมแก่การอยู่อาศัยของช้างป่า ซึ่งมีอัตราการเพิ่มของประชากรช้างป่าในอนาคต

 

 

ถนนหนทางของถึงง่าย ด้วยทรงสร้างเส้นทางคมนาคม

   ปัญหาหนึ่งที่ทำให้เกิดแนวทางพระราชดำริขึ้น คือ ปัญหาด้านการจราจร เส้นทางต่างๆที่ออกจากกรุงเทพ หรือ เส้นทางต่างๆตามจังหวัดอื่นๆ โครงการพระราชดำริเกี่ยวกับเส้นทางในกรุงเทพ เช่น บนถนนรัชดาภิเษก, ถนนทุกเส้นทางในโครงข่ายจตุรทิศตะวันตก-ตะวันออก, สะพานพระราม 8, ถนนราชดำเนิน, สะพานผ่านฟ้าลีลาศ, สะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของโครงการตามแนวพระราชดำริ เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดยุคหนึ่ง โครงการนี้เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2516 ซึ่งในขณะนั้นไม่มีปัญหารถติดเข้ามาอย่างในปัจจุบัน แต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงเห็นปัญหาดังกล่าวนี้เป็นสิบๆปี

เราอาจคุ้นภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ตามพื้นที่ห่างไกลซึ่งมีเส้นทางที่เข้าถึงยากมาก ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ทรงมีพระราชดำริแก้ปัญหาในเมืองเช่นกันปัญหาหลักที่พระองค์ทรงแก้ไขคือ ปัญหาการจราจร ทรงมีพระราชดำริสร้างถนนที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาผังเมืองกรุงเทพฯ นั่นคือโครงการถนนรัชดาภิเษก โครงการจตุรทิศตะวันตก-ตะวันออก และโครงการขยายผิวจราจรบริเวณถนนราชดำเนิน ซึ่งโครงการทั้ง 3 โครงการนี้มีจุดประสงค์อยู่ 2 อย่างคือ

อย่างแรก ช่วยลดระยะเวลาการเดินทาง ถนนรัชดาภิเษก เป็นถนนวงแหวนที่มีพระราชดำริให้ก่อสร้างขึ้น เพราะช่วยให้คนแถบชานเมืองเดินทางจากฝั่งชานเมืองเข้าตัวเมืองได้ง่ายโดยใช้เวลาไม่นาน ถ้าขับรถบนถนนสายหลักจากเหนือลงใต้ เทียบกับขับบนถนนรัชดาภิเษกประหยัดเวลาเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของการเดินทางเลยทีเดียว ส่วนถนนโครงข่ายจตุรทิศก็สร้างขึ้นเพื่อข้ามจากฝั่งตะวันตกไปยังตะวันออกได้เร็วยิ่งขึ้น ถ้าไม่มีโครงข่ายถนนเหล่านี้ปัญหารถติดจะยิ่งทวีคูณขึ้น แม้ว่าปัญหาดังกล่าวจะยังไม่มีทางแก้ไขได้ เนื่องจากปัจจุบันรถมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทำให้สายทางดังกล่าวมีปัญหารถติดในบางช่วง แต่ข้อดีก็คือ ผู้คนมีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น และอย่างที่สอง ถนนเหล่านี้ทำให้เกิดย่านเศรษฐกิจใหม่ ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งในสมัยก่อนศูนย์กลางค้าต่างๆตั้งอยู่ในใจกลางเมืองย่านธุรกิจ เมื่อมีถนนวงแหวนรัชดาภิเษกและถนนสายหลักจะเป็นศูนย์กลางของพาณิชยกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างดี มีการสร้างศูนย์กลางค้าใหม่ๆ ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น ถนนโครงข่ายดังกล่าวถือว่าเป็นระบบคมนาคมที่สมบูรณ์แบบที่สุด

นอกจากนี้ยังมีถนนที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า BTS และรถไฟใต้ดิน MRT โดยถนนดังกล่าวช่วยให้ประชาชนเดินทางง่ายขึ้น รวมถึงรวดเร็วขึ้นเมื่อเวลาเร่งด่วน นอกจากนี้ยังมีโครงการขยายรถไฟฟ้า ถึงย่านชานเมืองได้ครอบคลุมขึ้นในอนาคต ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังทรงมีบทบาทในการสร้างถนนอีกหลายเส้นทาง ทรงเป็นผู้ริเริ่มโครงการ พระราชทานทุนทรัพย์ พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย รวมถึงเป็นผู้ทดลองใช้เส้นทางด้วย นอกจากนี้โครงการพระราชดำริของพระองค์ยังมีการสร้างเส้นทางตามต่างจังหวัดให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

 

ศูนย์รักษ์สุนัขหัวหิน โครงการพระราชดำริเพื่อช่วยสุนัขเร่ร่อน

   นอกเหนือจากที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดชฯ ทรงช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ท่านไม่ว่าเป็นการนำการเกษตรเข้ามาใช้ นำพืชเศรษฐกิจมาช่วยเหลือชาวบ้านเพื่อไม่ให้ปลูกฝิ่นซึ่งเป็นสารเสพติด รวมถึงช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน พระองค์ก็จะเดินทางเข้าไปช่วยเหลือ นอกจากพสกนิกรแล้ว พระองค์ยังทรงช่วยเหลือสุนัขเร่ร่อน โดยพระองค์เองก็ทรงเลี้ยงสุนัขทรงเลี้ยง “คุณทองแดง” นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีเมตตาต่อสุนัขเร่ร่อนตัวอื่นๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นจากการที่ถูกเจ้าของเดิมทอดทิ้ง หรือ สุนัขเร่ร่อนทั่วไป จากนั้นพระองค์ทรงมีพระราชดำริให้ก่อตั้ง “ศูนย์รักษ์สุนัขหัวหิน” ขึ้นตามพระราชประสงค์เพื่อช่วยเหลือ ดูแลรักษาและฟื้นฟูสุขภาพสุนัขจรจัด

ศูนย์รักษ์สุนัขหัวหิน เป็นโครงการพระราชดำริ ที่ได้พระราชทานเงินจากการจำหน่ายเสื้อคุณทองแดง จำนวน 4,000,000 บาท โดยสามารถจัดตั้งศูนย์ได้ในเบื้องต้น ศูนย์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่ วัดเขาอิติสุขโต ถนนหัวหิน-หนองพลับ มีเนื้อที่ 22 ไร่เศษซึ่งทางวัดเป็นผู้มอบให้สร้างศูนย์ช่วยเหลือสุนัขเร่ร่อนบริเวณหัวหินซึ่งมีอยู่จำนวนมาก อันเนื่องมาจากการถูกทอดทิ้ง รวมถึงการแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว ทำให้บริเวณหัวหินโดยเฉพาะชายหาดและแหล่งชุมชนมีจำนวนมาก โดยเรื่องราวของ “คุณทองแดง” สุนัขทรงเลี้ยงซึ่งพระองค์ก็นำมาจากวัดเช่นกัน ทำให้มีการจำหน่ายสินค้า ของที่ระลึกโดยเฉพาะเสื้อนั้นขายดีมากทำให้มีรายได้มาก่อตั้งศูนย์แห่งนี้ พระองค์ยังทรงเห็นว่ายังมีสุนัขจรจัดเป็นจำนวนมากที่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากตามท้องถนน ขาดการดูแลเอาใจใส่ ป้องกันโรค และการคุมกำเนิด

โดยจุดประสงค์การสร้างศูนย์แห่งนี้นั้น คือการช่วยเหลือสุนัขจรจัด ฟิ้นฟูสุขภาพสุนัข ดูแลรักษา ฉีดวัคซีน ทำหมัน ซึ่งภายในศูนย์กว่าพันชีวิตให้มีสุขภาพที่แข็งแรง มีบ้านที่ปลอดภัยให้พักพิง ซึ่งภายในศูนย์มีการคัดสุนัขที่ป่วยออกรักษาจนแข็งแรง และสุนัขที่แข็งแรงสุขภาพดีจะเก็บเลือดเพื่อนำไปธนาคารเลือดสุนัข ช่วยเหลือสุนัขตัวอื่นที่ต้องการเลือด นอกจากนี้ยังเปิดให้ประชาชนรับสุนัขที่แข็งแรงปลอดโรครับอุปการะไปเลี้ยงด้วย และยังรณรงค์การเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบและส่งเสริมการดูแลสัตว์ตลอดมาตามพระราชประสงค์ที่จะสร้างโครงการต้นแบบให้ท้องถิ่นต่างๆ แก้ปัญหาสุนัขจรจัดอย่างยั่งยืน ศูนย์รักษ์สุนัขหัวหิน ไม่ได้เป็นเพียงแค่ศูนย์รับเลี้ยงสุนัขจรจรจัดเท่านั้น แต่เป็นสถานที่ที่สะท้อนให้เห็นถึงว่าแนวทางพระราชดำริของพระองค์ท่าน เป็นการสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น ด้วยวิธีการเรียบง่าย ทำได้น้อยแต่ได้มาก ซึ่งภายในศูนย์นั้นมีการอบรม ฝึกสุนัขต่างๆแบบครบวงจร ไม่ว่าเป็นการฝึกว่ายน้ำ ปรับพฤติกรรม และดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์ขึ้นด้วยการให้อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสำหรับสุนัข

โครงการเคลื่อนที่ บรรเทาทุกข์แก่พสกนิกร

ในสมัยที่ยังไม่มีเส้นทางดีๆใช้ในปัจจุบันนี้ ยังมีหมู่บ้านที่ห่างไกลไม่ว่าจะเป็นอยู่ในป่าลึกหรืออยู่บนเขา เป็นปกติที่ชาวบ้านในถิ่นทุรกันดารต้องพึ่งพาเพื่อนบ้านแทนหมอ หรือหากเจ็บป่วยไม่หนักมากนักก็หาพวกสมุนไพรต่างๆ ที่หาได้มาต้มเป็นยากิน หรือแม้กระทั่งการคลอดลูก ที่ยังคงใช้วิธีการคลอดแบบดั้งเดิมอยู่ซึ่งอาจเกิดอันตรายได้ทั้งแม่และลูกได้ ซึ่งแม้แต่การเผชิญหน้ากับโรคประหลาดที่ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรโดยอาจต้องดูแลรักษาแบบพื้นบ้านไป ในสมัยก่อนนั้นการเดินทางเข้าตัวเมืองที่มีโรงพยาบาลนั้นเป็นไปด้วยความลำบากและใช้เวลานาน ซึ่งบางเส้นทางต้องปีนเขา เดินทางลัดเลาะเป็นเวลานานเป็นวันๆ

สมัยนั้นโรงพยาบาลชุมชนยังเล็กมาก บางโรงพยาบาลมีหมอคนเดียว บางแห่งก็ไม่มีหมอเลย โดยคำบอกเล่าของนายแพทย์สงคราม ทรัพย์เจริญ แพทย์ประจำพระองค์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 พูดถึงปัญหาดังกล่าวซึ่งในหลวงท่านทรงเห็นว่าผู้คนที่อยู่ห่างไกลนั้นหากเจ็บป่วยขึ้นมาซึ่งยากลำบากในการเดินทาง บางพื้นที่ไม่สามารถใช้รถได้ต้องเดินเท้าเข้าไป พระองค์จึงทรงพระทานความช่วยเหลือแก่ประชาชนกลุ่มที่ลำบากที่สุดก่อนเสมอ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญที่สุด พวกเขาต้องได้รับความช่วยเหลือมากที่สุด  สุขภาพของพสกนิกรเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงห่วงใยเป็นลำดับแรก ซึ่งโครงการหน่วยแพทย์พระราชทานอย่างจริงจังขึ้นในปี พ.ศ. 2510 โดยพระองค์ได้เสด็จร่วมกับคณะแพทย์ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งการเดินทางไปยังพื้นที่ห่างไกลนั้นพระองค์โปรดเกล้าให้แต่งตั้งคณะแพทย์พร้อมเครื่องมือเครื่องใช้และยารักษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว

หลังจากโครงการพระราชดำริแพทย์เคลื่อนที่ ก็เกิดคณะแพทย์อาสาตามพระราชประสงค์ของพระองค์ ซึ่งมาจากหลายหน่วยงานและหลายสาขาเพื่อรักษาคนไข้เฉพาะทาง เช่น หน่วยศัลยแพทย์ หู คอ จมูก โรคภูมิแพ้ จักษุแพทย์และทันตแพทย์ ซึ่งหลังจากที่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของไปช่วยแล้ว ก็มีการนำความรู้มาให้ชาวบ้านด้วย ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริให้มีการอบรมหลักสูตร หมอหมู่บ้าน เน้นเรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้น โภชนาการ ยาสามัญประจำบ้าน รวมถึงให้ราษฏรอาสาสมัครนำความรู้ไปเผยแพร่ให้คนในชุมชน ซึ่งเป็นการลดจำนวนผู้ป่วยอาการเล็กน้อยได้ และเพิ่มโอกาสการช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีอาการหนักได้มากขึ้น

จากโครงการแพทย์พระราชทานในตอนนั้น ปัจจุบันได้มีโครงการสานต่อแพทย์อาสาเป็นโครงการแพทย์อาสาจากหน่วยงานโรงพยาบาลและมหาวิทยาลัยแพทย์หลายแห่ง เช่น โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ,กรมแพทย์ทหารบก และอีกมายมาก ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยที่ห่างไกล เข้าถึงยาก พระราชดำริของพระองค์ท่านทำให้มีแพทย์รุ่นใหม่อาสาเป็นหน่วยแพทย์อาสาเคลื่อนที่มากมาย ด้วยภารกิจและอาชีพที่ต้องช่วยชีวิตคน ทำให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้หน่วยแพทย์ทุกคนเห็นว่ายังมีชาวบ้านอีกมากมายที่ยังต้องการความช่วยเหลือจากพวกเขาอยู่